ไม่บอกว่าใช้ AI จนเป็นปัญหา สตรีมเมอร์หลายคน ถอนสปอนเซอร์จาก Neverness to Everness หลังพบมีการใช้ AI ในหลาย Asset โดยไม่บอกแต่แรก

กลายเป็นประเด็นใหญ่ประเด็นร้อนสำหรับวงการเกมไปแล้ว สำหรับ Neverness to Everness เกมโลกเปิดสุดอิสระ ฉายา GTA But Anime ที่ประสบความสำเร็จ จนทำรายได้เกิน 100 ล้านหยวนตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ ซึ่งด้
กลายเป็นประเด็นใหญ่ประเด็นร้อนสำหรับวงการเกมไปแล้ว สำหรับ Neverness to Everness เกมโลกเปิดสุดอิสระ ฉายา GTA But Anime ที่ประสบความสำเร็จ จนทำรายได้เกิน 100 ล้านหยวนตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ ซึ่งด้วยความสนุก ความใหญ่ของเกมที่ดูมากกว่าเกมกาชาทั่วไป และความเป็นอนิเมะที่ใส่มาแบบไม่ยั้ง ก็เป็นที่จับตามองอย่างมาก และตั้งคำถามว่าบริษัทอื่นๆ จะทำเกมสู้กับเกมนี้ได้อย่างไร
แต่ไม่ทันไรก็เกิดมีประเด็นดราม่าครั้งใหญ่ เมื่อมีคนพบว่า Asset ในเกมจำนวนมาก ถูกทำด้วย AI ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่ก้อนหิน ต้นไม้ ใบหญ้า หรือกำแพง แต่เป็นป้ายโฆษณาและภาพประกอบหลายอัน บางอันเป็นภาพจาก Weathering With You ผลงานของผู้กำกับ มาโกโตะ ชิงไค ที่ไม่ใช่การวาดเพื่อ Reference แต่เป็นการนำ AI มาเจนภาพอีกที รวมไปถึงหนังสั้นที่ฉายในโรง ก็เป็นคลิป AI ทั้งสิ้น
สิ่งนี้ทำให้สตรีมเมอร์ที่ได้รับสปอนเซอร์ออกมาเทงานกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น Ironmouse VTuber ชื่อดัง ที่ประกาศยกเลิกสปอนเซอร์ทันทีหลังทราบข่าว เนื่องจากต้นสังกัดของเธอได้สอบถามล่วงหน้าแล้วว่ามีการใช้ AI หรือไม่ และทางค่ายเกมยืนยันว่าไม่ได้ใช้ เธอจึงมองว่านี่คือการจงใจหลอกลวง รวมไปถึง Shylily ที่ขอยกเลิกสตรีมกลางคันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และ Meggie Elise ผู้พากย์เสียง NPC ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ร่วมงานต่อหากไม่มีการแก้ไข
สิ่งนี้ทำให้โลกอินเตอร์เน็ตลุกเป็นไฟลามทุ่งแทบจะในทันที แต่ในขณะเดียวกันท่าทีของชาวอินเตอร์เน็ต ก็แตกเป็นหลายฝ่ายในทันที แน่นอนว่าประเด็นหลักที่แท้จริงของปัญหานี้ คือการที่ผู้พัฒนาจงใจปกปิดการใช้ AI ภายในเกม และเป็น Asset ที่เกี่ยวกับงานศิลป์ สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาและทำให้หลายคนรับไม่ได้กัน
เพียงแต่ในโลกอินเตอร์เน็ต ประเด็นนี้กลายเป็นเกมที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากฝั่ง Anti AI ที่แทบจะแปะป้ายตั้งป้อมโจมตีเกมนี้ทันทีว่าเป็นเกมที่ห่วย โดยไม่สนคุณลักษณะอื่นๆ ของเกมที่ทำได้ดี ในขณะเดียวกันก็มีฝ่ายที่ออกมาปกป้องว่า ภาพประกอบเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทั้งเกม ถ้าเกมหลักมันสนุกก็ไม่ใช่ปัญหา และคนแอนตี้แค่หาช่องเข้ามาโจมตีกันเองเท่านั้น กลายเป็นสงครามน้ำลายที่ดูจะไม่จบง่ายๆ
นอกจากนี้ยังได้มีการวิเคราะห์ว่าการพยายามปกปิด ก็เพื่อให้คนได้ลองเล่นเกมก่อน โดยไม่มีอคติเรื่อง AI มาบังหน้าจนปิดใจไม่อยากมาสัมผัสเกม หรือถูกสื่อโจมตีตั้งแต่แรก เมื่อเกมประสบความสำเร็จแล้ว เกมติดตลาดแล้ว การมาแก้ไข Asset ต่างๆ ภายหลังด้วยศิลปินจริง ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ด้วยการที่ผู้พัฒนายังคงไม่มีการแถลงใดๆ ออกมา ก็เกิดคำถามจากคนที่ยังคงเล่นและเชื่อมั่นอยู่ว่า ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อไหร่ หรือมันจะได้รับการแก้ไขหรือไม่
Neverness to Everness ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่กลายเป็นประเด็นสำคัญของวงการเกมในตอนนี้ ซึ่งพวกเราชาวเกมคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเกมเพื่อให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง หรือมันจะกลายเป็นการทำให้ทุกเกม แห่มาใช้ AI ใน Asset ต่างๆ เพื่อลดต้นทุนกันอย่างฉาบฉวยนะครับ


