Skip to content
Gaming Industry & Business

Naughty Dog Under Fire for Mandating Overtime to Rush Intergalactic Project

by Zick
Cover image for Naughty Dog Under Fire for Mandating Overtime to Rush Intergalactic Project

Naughty Dog faces severe backlash after mandating 60-hour workweeks and a full office return to finish the Intergalactic demo for Sony.

ทัวร์ลงอีกแล้วสำหรับ Naughty Dog เจ้าของผลงานอย่าง The Last of Us ที่กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลังบังคับให้พนักงานเกือบทั้งสตูดิโอต้องทำงานล่วงเวลา โดยต้องทำงานถึง 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แถมยังถูกสั่งให้กลับมาเข้าออฟฟิศ 5 วันเต็ม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เข้าเพียง 3 วัน เพื่อเร่งทำเดโมเกมใหม่ล่าสุดอย่าง Intergalactic: The Heretic Prophet ให้เสร็จทันส่งให้บริษัทแม่อย่าง Sony ตรวจสอบ จนพนักงานบางส่วนต้องปวดหัวกับการจัดการชีวิตส่วนตัว ทั้งเรื่องการดูแลลูกหรือสัตว์เลี้ยงอย่างกะทันหัน ทำให้ Naughty Dog ถูกโจมตีอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการถูกวิจารณ์ ในการเขียนเนื้อเรื่องที่ขัดใจแฟน ๆ และการผลักดันความหลากหลายที่มากเกินไปจนละเลยความสนุกของเกม

ต้องยอมรับว่า Naughty Dog เป็นหนึ่งในบริษัทที่สร้างเกมระดับเทพออกมาได้มากมาย แต่ชื่อเสียงเรื่องวัฒนธรรมการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำกลับย่ำแย่ไม่แพ้กัน ในอดีตพวกเขาเคยให้พนักงานทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง หรือทำงานในวันหยุดติดต่อกันหลายเดือนเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด จนในปี 2021 หลังจากจบโปรเจกต์ The Last of Us Part II พนักงานและโปรดิวเซอร์หลายคนก็เกิดภาวะหมดไฟและตัดสินใจลาออกไปเป็นจำนวนมาก

แม้ทาง Naughty Dog จะเคยออกมายอมรับถึงปัญหานี้และสัญญาว่าจะมีการปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นมิตรมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับดูย้อนแย้ง เมื่อมีการพบว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมาทีมพัฒนาได้รับเหรียญสั่งทำพิเศษที่สลักข้อความว่า “ความทุกข์ทรมานของหลายรุ่นคนคือสิ่งที่ต้องอดทน เพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา” ซึ่งพอมารวมกับข่าวการสั่งโหมงานล่วงเวลาล่าสุด ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นสตูดิโอที่เก่งแต่ Toxic ในสายตาคนทำงานและคนนอก

ปัจจุบันหลายบริษัทในอุตสาหกรรมวิดีโอเกมเริ่มมองว่าการโหมทำงานหนักคือความล้มเหลวในการบริหารจัดการ และพยายามลดละพฤติกรรมนี้หลังจากเผชิญกระแสต่อต้านจากทั้งพนักงานและสื่อมวลชน จนเริ่มมีการจัดตั้งสหภาพแรงงานสำเร็จในค่ายใหญ่อย่าง Microsoft หรือ Sega of America เพื่อกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานที่ชัดเจนและมีค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

แต่ทว่าในความเป็นจริง ด้วยความคาดหวังของผู้เล่นที่ต้องการเกมที่ใหญ่ขึ้น สวยขึ้น และรายละเอียดเยอะขึ้น การทำเกมช้าอาจหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านดอลลาร์ และการพยายามใช้ประโยชน์จากคำว่าใจรัก มาบีบบังคับให้นักพัฒนาทุ่มเทจนเกินขีดจำกัด จึงทำให้วัฒนธรรมแบบนี้ ยังคงไม่หมดไป

คำถามสำคัญนับจากนี้จึงเป็นเกมที่ดี จำเป็นต้องแลกมาด้วยการรักษาวัฒนธรรมที่ทำลายคนเบื้องหลังเช่นนี้จริงๆ หรือ?


News

Related news