เก่งเจ๋งนักก็ไปวาดเอง แฟนมังงะต่างหยิบยกคำพูดของ อ.คุโบ ผู้วาด Bleach ขึ้นมาโจมตีแฟนคลับ Toxic ที่คุกคามสองนักวาด ให้เขียนเรื่องตามใจ

ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้อนิเมะสามารถเติบโตจนกลายเป็น Mainstream Pop Culture ได้ขนาดนี้ เป็นเพราะโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผลงาน วัฒนธรรม เข้าถึงได้ง่ายและแพร่กระจายอย่างรวจเร็ว ก่อเกิดเป็นชุมช
ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้อนิเมะสามารถเติบโตจนกลายเป็น Mainstream Pop Culture ได้ขนาดนี้ เป็นเพราะโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผลงาน วัฒนธรรม เข้าถึงได้ง่ายและแพร่กระจายอย่างรวจเร็ว ก่อเกิดเป็นชุมชนคนที่รักในผลงานที่คอยแลกเปลี่ยนพูดคุยในสิ่งที่ชอบ รวมถึงทำให้เจ้าของผลงานสามารถพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้มากกว่ายุคก่อน
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน ดังที่เกิดกับ อ.Syundei เจ้าของผลงาน Boylove ยอดนิยมอย่าง Ganbare! Nakamura-kun!! ที่ได้ถูกคนกลุ่มหนึ่งในโซเชียลมีเดีย ที่ไม่พอใจกับเรื่องที่เธอเขียนออกมา และเข้ามาพยายามคุกคามเพื่อให้เขียนเนื้อเรื่องตามใจตน สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของ อ.Syundei อย่างหนักจนเธอรู้สึกว่าไม่สามารถสร้างเนื้อเรื่องที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ จึงขอบอกลาทุกคน ก่อนที่จะปิดโซเชียลของตัวเองไป
ประจวบเหมาะในช่วงเวลาเดียวกัน นักวาดมังงะเจ้าของผลงาน I Want the Losing Heroine to Win! อย่างนากายาม่า มิจิรุ ก็ประกาศว่าตัวเองหมดความอดทนกับเหล่าแฟนคลับชาวต่างชาติที่อ่านผลงานของเธอผ่านช่องทางธรรมชาติ แต่กลับมาเข้ามาต่อว่าเธอ ที่เธอไม่ยอมจับคู่ตัวละครตามที่คนพวกนี้ต้องการ ซึ่งอ.มิจิรุนั้นมีปฏิกิริยาคนละเรื่องกับ อ.Syundei ราวกับมุนินทร์ มุตตา เพราะเจ้แกไล่ตะเพิด พร้อมบอกว่าคนที่อ่านเถื่อนน่ะ กล้าดียังไงมาสั่ง หรือตัดสินว่าเธอเป็นนักเขียนตัวจริงรึเปล่า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับอ.Syundei และอ.มิจิรุ แม้จะต่างกรรม ต่างวาระ แต่ก็ทำให้แฟนๆ ที่ติดตามผลงานของอาจารย์ทั้งสอง ต่างหยิบยกคำพูดของศิลปินระดับตำนาน ผู้แต่ง Bleach เทพมรณะ อย่าง อ.คุโบะ ไทเทะ ซึ่งแกเคยวิพากษ์วิจารณ์เหล่าแฟนคลับ Toxic ที่ล้ำเส้นผู้แต่งและพยายามกำหนดทิศทางของเนื้อเรื่องหรือคู่ชิปว่า
"ถ้าพวกแกมีพรสวรรค์พอที่จะวาดอะไรที่มันสนุกกว่า Bleach ได้ล่ะก็นะ ก็ควรไปเป็นนักวาดมังงะซะตั้งแต่ตอนนี้เลยดิ! ถ้ามันสนุกกว่า Bleach จริงๆ เดี๋ยวมันก็ประสบความสำเร็จและขายได้แน่นอน!"
ซึ่งถือเป็นการโต้ตอบที่เจ็บแสบที่สุดครั้งหนึ่ง และมันกลายเป็นวลีคลาสสิก ที่แม้จะพูดมาตั้งแต่ 2010 แต่คำพูดของ อ.คุโบก็ยังคงหยิบยกมาใช้ได้เสมอ ถึงความชอบธรรมของกลุ่มคนที่ล้ำเส้นเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองว่าแล้ว Bleach มันสนุกรึเปล่า หรือเลิกอ่านตรงไหน มันไม่ใช่ประเด็น เพราะใจความสำคัญมันคือความไวกับความ Toxic ของโซเชียลมีเดีย และสังคมการวิจารณ์ในปัจจุบัน จากการติเพื่อก่อ กลายเป็นการทำร้ายจิตใจจนเอาสะใจเข้าว่า และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน แน่นอนว่า อ.คุโบแกยินดีรับฟังคำวิจารณ์ แต่การวิจารณ์ โดยขาดการวิเคราะห์ที่ดี ก็เป็นได้เพียงการด่าเอาสะใจแล้วเอาคำว่า [การวิจารณ์] เป็นโล่กำบังความขี้ขลาดในการพ่นความเกลียดชังของตัวเองเท่านั้น
ดังนั้นก่อนจะพิมพ์อะไรลงบนอินเตอร์เน็ต อย่าลืมนึกเสมอว่าคนที่กำลังโต้ตอบอยู่ก็เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจเช่นกัน แถมเราก็ได้เห็นแล้วว่าใช่ทุกคนจะสามารถรับมือได้อย่างอ.คุโบ และอ.มิจิรุ เพราะมีไม่น้อยที่อาจจะเป็นแบบ อ.Syundei ที่ต้องหนีไปพักใจจากความ Toxic
ซึ่งเราก็หวังว่าทั้งอ.Syundei และอ.มิจิรุ จะสามารถผ่านเรื่องวุ่นๆ ไปได้และกลับมาเขียนผลงานดีๆ ต่อไปนะครับ


