อย่าคุยกับคนแปลกหน้า สหราชอาณาจักรกำลังพิจารณา ออกกฎหมายห้ามเด็ก พูดคุยกับคนแปลกหน้า ใน Minecraft, Fortnite และ Roblox

ในปัจจุบัน ปัญหาการใช้ Social Media ในเด็กที่อายุน้อย ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นในรอบหลายปี อันเกิดมาจากการพูดคุยผ่านเกม จนหลายประเทศเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริง
ในปัจจุบัน ปัญหาการใช้ Social Media ในเด็กที่อายุน้อย ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นในรอบหลายปี อันเกิดมาจากการพูดคุยผ่านเกม จนหลายประเทศเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากได้เปิดแคมเปญ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นระดับชาติอย่าง Growing up in the online world ทางรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็เริ่มที่จะทบทวนเรื่องการสื่อสารภายในเกมกันอีกครั้ง
ตามรายงานของ The Sunday Times ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความปลอดภัยทางออนไลน์ Kanishka Narayan ได้ออกมาให้ความเห็นว่าทางรัฐบาล กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจำกัดอายุผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย, เว็บไซต์เกม, แชทบอท AI และฟีเจอร์การออกแบบที่กระตุ้นให้เกิดการเสพติดแพลตฟอร์มซึ่งเกมอย่าง Roblox, Fortnite, Minecraft หรือแม้กระทั่งโปรแกรมพูดคุยอย่าง Discord อาจถูกรวมเข้าไปในมาตรการใดๆ ก็ตามที่ออกมาเพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียหรือฟีเจอร์ออนไลน์ที่เป็นอันตรายต่อผู้เยาว์
โดยรัฐมนตรี Kanishka ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงระหว่างที่เขาเดินทางไปออสเตรเลีย โดยเขาให้ความสนใจไปที่การจับคู่กับคนแปลกหน้าเป็นหลัก ซึ่งเป็นจุดที่เปิดช่องทางให้ผู้ใหญ่ที่ไม่หวังดี สามารถติดต่อกับเด็กที่พวกเขาไม่รู้จักผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แม้ว่าเครื่องมือบางอย่างจะสามารถจำกัดการใช้งานได้อยู่แล้วผ่านการควบคุมโดยผู้ปกครอง หรือการยืนยันอายุ แต่เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณากันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพจิต ความเป็นอยู่ที่ดี และความปลอดภัยของเด็ก แบบที่ออสเตรเลียได้วางเอาไว้
"ดังนั้นเรื่องนี้จะมีน้ำหนักอย่างมากในความคิดของผม ระหว่างที่เรากำลังหาวิธีหยุดยั้งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชน" รัฐมนตรี Kanishka อธิบายเพิ่มเติมถึงความมุ่งมั่นของพวกเขา
อย่างไรก็ดี นโยบายแบบนี้ จะทั้งสหราชอาณาจักร, ยุโรป หรือออสเตรเลีย ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารตามหลักสากล รวมถึงแก้ไขปัญหาได้ไม่ตรงจุด เนื่องจากการปลอมแปลงอายุไม่ใช่เรื่องยากแถมการดูแลบุตรหลานควรเป็นหน้าที่ของครอบครัว แถม UNICEF ยังเคยออกมาเตือนว่าจะส่งผลเสียต่อกลุ่มเปราะบางที่ต้องการคำปรึกษาที่เฉพาะทางมากกว่า แม้จะมีเคสที่รุนแรงจริงๆ แต่ควรจัดการเป็นเรื่องๆ ไม่ใช่การกวาดทุกอย่างไว้ใต้พรม แบบที่ทำอยู่ตอนนี้
แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการออกกฎหมายห้ามไปเลย หรือให้ความรู้เพื่อให้เหล่าเด็กรู้เท่าทัน แบบไหนมันดีกว่ากัน ลองมาแลกเปลี่ยนพูดคุยได้นะครับ


