DLsite เล่นใหญ่ ออกบัตรเครดิตของตัวเอง ไม่ง้อ Visa / Master

หลังจาก DLsite แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าดิจิทัลของญี่ปุ่น โดยเฉพาะผลงานจากเหล่านักวาด นักเขียน หรือนักพัฒนาเกมอิสระ ที่เรียกรวม ๆ ว่าโดจิน ทั้งสายขาวและสายมืด ประสบปัญหาการระงับการชำระเงินจากเครือข่ายบัต
หลังจาก DLsite แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าดิจิทัลของญี่ปุ่น โดยเฉพาะผลงานจากเหล่านักวาด นักเขียน หรือนักพัฒนาเกมอิสระ ที่เรียกรวม ๆ ว่าโดจิน ทั้งสายขาวและสายมืด ประสบปัญหาการระงับการชำระเงินจากเครือข่ายบัตรต่างชาติ ทางแพลตฟอร์มจึงได้จับมือกับ JCB เพื่อออกบัตรเครดิตของตัวเองในชื่อ viviON Card เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าบน DLsite และบริการอื่นในเครือได้อย่างเสถียรและปลอดภัย อีกทั้งยังช่วยให้เหล่าศิลปินสามารถมีรายได้และไม่ถูกปิดกั้นจากนโยบายของบริษัททางการเงินเหล่านี้
ต้นตอของปัญหานี้คือความขัดแย้งระหว่างแพลตฟอร์มคอนเทนต์ญี่ปุ่นอย่าง DLsite และ FANZA กับเครือข่ายระดับโลกอย่าง Visa และ Mastercard เป็นประเด็นเดือด มาตั้งแต่ช่วงปี 2024 จากการที่เครือข่ายบัตรพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง และมีข่าวว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่ม NGO ในสหรัฐฯ ซึ่งตัดสินใจระงับการชำระเงินภายในระบบ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการสนับสนุนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทางศีลธรรมตามมุมมองของพวกเขา แม้ว่าผลงานเหล่านั้นจะเป็น ผลงานที่ถูกกฎหมายและได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็ตาม
Ken Akamatsu สมาชิกวุฒิสภาและเจ้าของผลงานในตำนานอย่าง Love Hina มองว่าเหตุการณ์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาธุรกิจ แต่เป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการสร้างสรรค์ครั้งใหญ่ และเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรมญี่ปุ่น เขาจึงได้เป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อปกป้องเหล่าศิลปินรุ่นหลัง และดึงคณะกรรมการการค้าที่เป็นธรรมของญี่ปุ่น (JFTC) เข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ จนทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Mastercard ต้องเริ่มยอมถอยและปรับท่าที
การสร้างบัตรเครดิตขึ้นมาเองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งเงินทุนมหาศาล ความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงิน และการฝ่าฟันกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน แต่ญี่ปุ่นเลือกที่จะทำ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เสถียรและมั่นคงที่สุด ให้มั่นใจว่าเหล่าศิลปินจะยังคงมีรายได้เลี้ยงชีพ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของนโยบายจากบริษัทการเงินต่างชาติที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ การเกิดขึ้นของ viviON Card จึงไม่ใช่แค่บัตรเครดิตใบใหม่ แต่เป็นชัยชนะ จากความพยายามร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อปกป้องเสรีภาพของเหล่าศิลปินชาวญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ยังกลายเป็นประเด็นระดับโลกที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจของสถาบันการเงินและเสรีภาพทางวัฒนธรรม โดยในยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มมีการรณรงค์ และถกเถียงในระดับนโยบาย ว่าบริษัทชำระเงินควรเป็นผู้ให้บริการสาธารณะ ไม่ควรมีสิทธิ์เลือกปฏิบัติหรือระงับการจ่ายเงินเพียงเพราะเนื้อหา ไม่ตรงกับแนวคิดด้านศีลธรรมและการเมืองของธุรกรรมนั้น ๆ ตราบใดที่ไม่ผิดกฎของประเทศนั้น ซึ่งเรื่องนี้ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมาก รวมไปถึงยังเกิดการพัฒนาระบบการชำระเงินในอีกหลาย ๆ ประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาและการผูกขาด ของ Visa และ Mastercard ในอนาคต
ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การที่ญี่ปุ่น ให้ค่ากับผลงานสร้างสรรค์มากเกินกว่าจะปล่อยให้ใครมาควบคุมได้ แต่ยังเป็นเป็นการประกาศว่าเสรีภาพในการสนับสนุนสิ่งที่ตนเองรักนั้นเป็นสิทธิพื้นฐาน ที่ไม่ควรมีตำรวจศีลธรรม มากำหนดทิศทางชีวิตและการทำงานของใครได้อีกต่อไป


