สิ้นโค้ชทีมปีศาจ แพทริค เซียะ เจ้าของบทบาทตัวร้ายในนักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี

“ทั้งนักกีฬา กรรมการ ผู้จัด รวมทั้งสปอนเซอร์และเด็กเก็บบอล คนของชั้นทั้งนั้น อย่างพวกแก จะเอาอะไรมาสู้ชั้น” นี่น่าจะเป็นหนึ่งในบทพูดจากหนังเรื่องนักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ที่ใครหลายๆ คนน่าจะจดจำได้ดี พร้อมทั
“ทั้งนักกีฬา กรรมการ ผู้จัด รวมทั้งสปอนเซอร์และเด็กเก็บบอล คนของชั้นทั้งนั้น อย่างพวกแก จะเอาอะไรมาสู้ชั้น”
นี่น่าจะเป็นหนึ่งในบทพูดจากหนังเรื่องนักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ที่ใครหลายๆ คนน่าจะจดจำได้ดี พร้อมทั้ง “40-0 มึงเล่นบอลหรือเป่ากบ” และ “นี่กูเห็นตูดใช่ไหม!!!” ที่น้าติ่ง สุภาพ เอามาพากย์ซะฮาจนกลายเป็นมีมไปทั่วอินเตอร์เน็ตไทย แต่ในวันนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เจ้าของวลีดังนี้ อย่าง แพทริค เซียะ หรือเซี่ย เสียน นักแสดง โปรดิวเซอร์ นักเขียนบท และผู้กำกับชาวฮ่องกงที่คร่ำหวอดในวงการบันเทิงมามากกว่า 7 ทศวรรษ ได้เสียชีวิตอย่างสงบท่ามกลางครอบครัว ในวัย 89 ปี
โดยคุณปู่แพทริคนั้นเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงที่คร่ำหวอดในวงการหนังฮ่องกงมาอย่างยาวนาน กลายเป็นหนึ่งในไอคอนแห่งวงการจอเงินฮ่องกง ฝากฝีไม้ลายมือไว้กับผลงานมากมาย ทั้งคมเฉือนคม, มังกรหยก 1 และ 2, ฝันสลาย และ 8 เทพอสูรมังกรฟ้า
แต่งานที่แฟนๆ ทั่วโลกจดจำได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการมารับบทเป็นฮุง โค้ชตัวร้ายของทีมปีศาจจากนักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ ซึ่งการที่ปู่แพทริคได้มาเล่นเรื่องนี้ก็คล้ายกับนักแสดงที่กลายเป็นไอคอนิคในหนังโจวซิงฉือคนอื่นๆ คือตัวของโจวซิงฉือนี่แหละที่เป็นคนเชิญมาร่วมงานด้วยตัวเอง ในช่วงที่ปู่แพทริคห่างหายจากงานแสดงไปนานมากจนแทบจะเกือบลาวงการ แถมยังเป็นคนที่ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าทำงานด้วยยากที่สุดให้ความเคารพอย่างสูงสุด ถึงขั้นเรียกว่าพี่สี่เลยทีเดียว ส่วนปู่แพทริคเองก็ชื่นชมในพรสวรรค์และวิสัยทัศน์การทำหนังของโจวซิงฉือ จนผลงานนี้ก็ได้สร้างตัวละครจากหนังโจวซิงฉือที่น่าจดจำที่สุด ตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้บทบาทในนักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ ยังได้ทำให้ปู่แพทริคได้เล่นหนังอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะ Time ในปี 2021 ที่เขารับบทการเป็นเชา อดีตนักฆ่าวัยเกษียณ ที่ต้องมารับงานฆ่าอีกครั้ง ในฐานะผู้ให้บริการการุณยฆาตแก่ผู้สูงอายุที่กำลังทนทุกข์ทรมาน จนทำให้เขาได้ค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิต ซึ่งจากบทบาทนี้เองก็ทำให้ปู่แพทริค สามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเวที Hong Kong Film Awards ครั้งที่ 40 มาครองได้สำเร็จ และสร้างสถิติเป็นผู้ชนะรางวัลนี้ที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยวัย 85 ปีอีกด้วย
“The show must go on” คือคำกล่าวที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ปู่แพทริคยึดมั่นมาตลอดช่วงชีวิตและเส้นทางอาชีพอันน่ายกย่อง ผลงานการแสดงอันเป็นที่จดจำ เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ และคุณูปการอันทรงคุณค่าที่นักแสดงท่านนี้มอบให้กับวงการภาพยนตร์ฮ่องกง และความทรงจำในวัยเด็กของใครหลายคน จะยังคงสถิตอยู่ในใจตลอดไป พวกเรา VATER ก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปครั้งนี้ด้วยครับ


