ภาคีนักฆ่าบุกกรุงโรม Assassin's Creed ฉบับคนแสดงของ Netflix ประกาศเซ็ตติ้งในยุคจักรพรรดิเนโร พร้อมนักแสดงคับคั่ง

เป็นหนึ่งในซีรีส์เกมที่แม้แฟนๆ จะบ่นกันแค่ไหน แต่ก็ยังรักกันตลอดไป สำหรับ Assassin's Creed เรื่องราวของภาคีมือสังหารจากค่าย Ubisoft หลังจากที่ประกาศเตรียมสร้างภาค Hexe ที่มีข่าวว่าจะเล่าในช่วงยุคล่าแม
เป็นหนึ่งในซีรีส์เกมที่แม้แฟนๆ จะบ่นกันแค่ไหน แต่ก็ยังรักกันตลอดไป สำหรับ Assassin's Creed เรื่องราวของภาคีมือสังหารจากค่าย Ubisoft หลังจากที่ประกาศเตรียมสร้างภาค Hexe ที่มีข่าวว่าจะเล่าในช่วงยุคล่าแม่มดของยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 ล่าสุดในฝั่งคนแสดงเอง ก็ประกาศเป็นที่เรียบร้อยว่าจะพาผู้ชม เข้าสู่ยุคจักรพรรดิเนโร
โดยในวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ทาง Netflix ก็ได้ประกาศเซ็ตติ้งของภาคนี้ ซึ่งจะเล่าในช่วงเวลา ค.ศ. 64 ซึ่งเป็นช่วงการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิเนโร ผู้นำที่ได้ชื่อว่าฉาวโฉ่ที่สุดของยุคสมัย จากเหตุเพลิงไหม้ที่ใหญ่ที่สุดของโรม ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้างและข่มเหงชาวคริสต์ครั้งใหญ่ที่สุด รวมไปถึงการครองอำนาจท่ามกลางความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นภายในจักรวรรดิ ทำให้เซ็ตติ้งนี้ดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเราเห็นแรงจูงใจชัดเจนในการที่ภาคีผู้เร้นกาย จะต้องเข้าต่อสู้กับภาคีต้นตำนาน โดยมีจักรพรรดิเนโร เป็นศูนย์กลางความวุ่นวายทั้งหมด และมีช่องว่างมากมายให้ทีมงานสามารถแต่งเติมเรื่องราวได้เต็มไปหมด
นอกจากนี้ยังได้ประกาศแคสต์นักแสดงมากมาย ทั้ง Toby Wallace จากเรื่อง Babyteeth, Lola Petticrew จากเรื่อง Say Nothing, Laura Marcus จากเรื่อง The Jetty และนักแสดงท่านอื่นๆ อย่างคับคั่ง ซึ่งขณะนี้การถ่ายทำได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศอิตาลี แต่ยังไม่มีประกาศเพิ่มเติมว่าจะได้รับชมเมื่อไหร่
อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหล่ามือสังหารได้ไปเยี่ยมเยือนโรม เพราะใน Assassin's Creed Brotherhood ก็มีเซ็ตติ้งที่โรมเช่นกัน เพียงแต่เป็นยุคที่เกิดหลังจากเหตุการณ์ในยุคของเนโรไปแล้วกว่า 1,000 ปี ทำให้ทีมสร้างหนังมีอะไรให้หยิบจับมาใช้งานอยู่พอสมควร ซึ่งแฟนๆ ก็ค่อนข้างตั้งความหวังปนความกังวล เนื่องจากในปี 2016 เคยมีการสร้างฉบับคนแสดงมาแล้วหนึ่งครั้ง แม้จะได้นักแสดงดังอย่าง Michael Fassbender แต่ด้วยคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ไปในทางลบ เนื่องจากหนังมีความจริงจัง และโฟกัสกับเนื้อเรื่องฝั่งโลกยุคปัจจุบันมากเกินไป ขาดลูกเล่นการผจญภัยแบบในเกม รวมถึงหนังทำรายได้ไป 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้าง 125 ล้าน แม้จะดูไม่แย่ แต่ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังเป็นเนื้อเรื่อง Original ทำให้เวอร์ชั่นของ Netflix ที่เป็นเนื้อเรื่อง Original เช่นกัน ก็ทำให้แฟนๆ ห่วงกันไม่น้อยว่าจะไปรอดไหม
ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไป แฟนๆ ภาคีมือสังหาร อย่าพลาดเลยนะครับ


