Skip to content
ธุรกิจและอุตสาหกรรมเกม

แต่ที่อื่นไม่คิดเช่นนั้น สหภาพยุโรปมองว่าการยกเลิกผลิตแผ่นเป็นเสรีทางการค้า แต่หลายชาติเริ่มถกประเด็นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

โดย Zick
ภาพประกอบข่าว แต่ที่อื่นไม่คิดเช่นนั้น สหภาพยุโรปมองว่าการยกเลิกผลิตแผ่นเป็นเสรีทางการค้า แต่หลายชาติเริ่มถกประเด็นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

ยังคงเป็นเรื่องวุ่นๆ ในวงการเกม 2026 ที่ไม่มีท่าทีว่าจะจบง่ายๆ หลังการประกาศเตรียมยุติการผลิตแผ่นเกมของ PlayStation ที่สร้างความวุ่นวาย ความกังวลใจของเหล่าคนเล่นเกมที่รู้สึกว่าจากนี้พวกเขาจะไม่ได้เป็น

ยังคงเป็นเรื่องวุ่นๆ ในวงการเกม 2026 ที่ไม่มีท่าทีว่าจะจบง่ายๆ หลังการประกาศเตรียมยุติการผลิตแผ่นเกมของ PlayStation ที่สร้างความวุ่นวาย ความกังวลใจของเหล่าคนเล่นเกมที่รู้สึกว่าจากนี้พวกเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของเกมอีกต่อไป พร้อมความรู้สึกที่ว่าผู้บริหารระดับสูง ต้องการบังคับให้ผู้คนเข้าสู่ Digital เพียงเพื่อลดต้นทุน ตัดตัวกลางร้านค้าปลีก และควบคุมราคาได้ตามใจชอบ โดยไม่เห็นหัวใครทั้งนั้น

ในความวุ่นวายนี้เอง Michael McGrath กรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทางการไม่สามารถขัดขวางการยกเลิกการผลิตแผ่นเกมของทาง Sony ได้เนื่องจากเป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพด้านการค้า หาก Sony มองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม พวกเขาก็สามารถทำได้ ตราบใดที่สิทธิ์ของผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายยุโรป

ซึ่งถึงแม้ยุโรปจะมองเช่นนั้น แต่ในประเทศต่างๆ กำลังไม่เห็นด้วยต่อการตัดสินใจครั้งนี้ของ Sony เพราะในเม็กซิโก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลาง Iraís Reyes และวุฒิสมาชิก Luis Donaldo Colosio ได้ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันในประเทศ เนื่องจากมองว่าการยกเลิกแผ่นครั้งนี้ ทำให้ Sony มีอำนาจควบคุมราคาและการกระจายเกมมากขึ้นผ่าน PlayStation Store เพียงแห่งเดียว ร้านค้าปลีกจะถูกผลักออกจากตลาด ตลาดมือสองและการแลกเปลี่ยนเกมจะหายไป จนทำให้ผู้บริโภคเสียอำนาจการซื้อและการเปรียบเทียบราคา

เช่นกันกับที่บราซิล Jandira Feghali ได้เสนอกฎหมาย 3612/2026 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Stop Killing Games ที่เพิ่งถูกสภายุโรปคว่ำร่างไปพร้อมๆ กับข่าวเสียที่ว่ามีการล็อบบี้ยิสต์เกิดขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมเกมดิจิทัลได้ดีขึ้น และทำให้ผู้จัดจำหน่ายต้องคุ้มครองเกมของผู้เล่นต่อไป แม้ว่าจะไม่ Support ตัวเกมแล้วก็ตาม ซึ่งก็สอดคล้องกับมุมมองของ Erika Hilton ที่เคยประกาศต่อต้านการยกเลิกผลิตแผ่นของ Sony ในช่วงที่ผ่านมา

แม้ว่าจะดูเป็นอะไรที่ดูดีในแง่ของฝั่งคนเล่นเกมที่หลายๆ ประเทศเริ่มสนับสนุนความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ Digital ที่แม้แต่จีนเองก็เริ่มแล้วหลังจากการพิจารณาคดีหนึ่งในกรุงปักกิ่ง และพยายามต่อต้านการเลิกผลิตแผ่นของ Sony แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าด้วยผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคนในมือพวกเขา การยกเลิก PS Plus แค่ 500,000 ราย เป็นตัวเลขที่รับได้ และผู้บริหาร Sony ก็แค่รอให้พายุสงบ ขายหุ้นไปพลางๆ แล้วค่อยซื้อกลับมาในช่วงที่ราคามันดีขึ้นก็เท่านั้น รอวันที่จะกลับมาทำกำไรอีกครั้งหลังทุกคนเงียบและยอมรับสภาพไป

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ต้องมาถึงในสักวัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ผู้เล่นจะต้องมั่นใจว่าสิทธิในการเป็นเจ้าของยังอยู่ที่พวกเขา เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปพวกเราก็เชื่อว่าใน Gen หน้า ผู้บริโภคอาจจะปรับตัวตามที่ Sony หวัง แต่พวกเขาจะไม่เลือก Sony เป็นคำตอบในความบันเทิงของพวกเขา อีกต่อไปแล้วนะครับ


ข่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาพประกอบข่าว เงินคืนเปลี่ยนเป็นส่วนลด Nintendo ประกาศนำเงินคืนจากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ มาลดราคา 30% ให้ลูกค้าในอเมริกา
ธุรกิจและอุตสาหกรรมเกม

เงินคืนเปลี่ยนเป็นส่วนลด Nintendo ประกาศนำเงินคืนจากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ มาลดราคา 30% ให้ลูกค้าในอเมริกา

Nintendo ประกาศนำเงินคืนภาษีกว่า 300 ล้านดอลลาร์ มาจัดโปรโมชันลดราคาครั้งใหญ่ 30% ให้ลูกค้าในสหรัฐฯ เพื่อขอบคุณแฟนเกมท่ามกลางประเด็นฟ้องร้อง

ภาพประกอบข่าว อ้างแบบนี้ก็ได้ด้วย Sony อ้างว่าผู้ใช้ PlayStation ไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของเกมดิจิทัล เพราะจะทำให้คนอื่นซื้อเกมนั้นไม่ได้
ธุรกิจและอุตสาหกรรมเกม

อ้างแบบนี้ก็ได้ด้วย Sony อ้างว่าผู้ใช้ PlayStation ไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของเกมดิจิทัล เพราะจะทำให้คนอื่นซื้อเกมนั้นไม่ได้

Sony โต้แย้งในชั้นศาลว่าผู้เล่น PlayStation ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในเกมดิจิทัล เป็นเพียงการให้สิทธิ์ใช้งาน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์เดือดจากกลุ่มผู้บริโภค

ภาพปกข่าว ผลวิเคราะห์ชี้ รายได้ตลาดเกมทั่วโลกโต 7.5% ขยับขึ้นไปแตะ 1.97 แสนล้านดอลลาร์
ธุรกิจและอุตสาหกรรมเกม

ผลวิเคราะห์ชี้ รายได้ตลาดเกมทั่วโลกโต 7.5% ขยับขึ้นไปแตะ 1.97 แสนล้านดอลลาร์

อ้างอิงจากรายงานฉบับล่าสุดของ Newzoo บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดวิดีโอเกมระดับโลก คาดการณ์ว่ารายได้จากอุตสาหกรรมเกมทั่วโลกในปี 2025 จะพุ่งทะยานไปถึง 1.97 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6.9