Skip to content
Gaming Industry & Business

Looking Back at E3: The Legendary Game Showcase and the Dawn of a New Era

by Zick
Cover image for Looking Back at E3: The Legendary Game Showcase and the Dawn of a New Era

A retrospective on E3, the iconic gaming expo that shaped the industry, and how its demise paved the way for modern digital showcases.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าวงการเกมคึกครื้นเป็นอย่างมาก ด้วยมหกรรมที่เหล่าค่ายเกมต่างๆ ต่างโชว์ผลงานใหม่ และอัปเดตต่างๆ ให้กับแฟนๆ ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น Summer Game Fest, State of Play, XBOX Showcase และ Nintendo Direct ที่หลายคนตื่นเต้นกับเกมใหม่ที่ออกมา บางคนเตรียมเก็บงานเพื่อซื้อเกมที่ออกมา รวมถึงเครื่องที่เกมเหล่านั้นไปลง บางคนก็กรีดร้องว่าทายเกมที่ออกมาถูกได้ไงว้า ในขณะที่บางคนก็กำลังนั่งสัปหงกที่ทำงานเพราะต้องมาตามเกมทุกเวทีเพื่อมาเขียนข่าว ใช่แล้ว นักเขียนของพวกเรา VATER นี่แหละ

แต่ทุกคนที่นั่งชมเกมที่ออกมา ต่างพูดถึงชื่อหนึ่งและบ่นว่าคิดถึงมัน งานที่ได้ชื่อว่าเป็น Super Bowl งานที่คนในวงการเกมต่างเข้าใจดีว่าทำไมมันถึงไม่มีแล้วในปัจจุบัน

E3

Electronic Entertainment Expo หรือ E3 เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเกมโดยเฉพาะ เริ่มต้นในปี 1995 โดย IDSA ที่ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ESA หรือ Entertainment Software Association รู้สึกคับข้องใจที่ แม้วงการเกมกำลังจะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาต้องไปฝากตัวจัดแสดงอยู่ในงานเครื่องใช้ไฟฟ้า แถมยังถูกบริษัทต่างๆ ดูถูกว่าเกมเป็นได้แค่ของเล่นเด็ก หงุดหงิดนี้ ทำให้ ESA ในตอนนั้น รวมตัวเหล่าผู้ผลิตเครื่องและนักพัฒนาเกมเพื่อเปิดตัวงานของตัวเองในชื่อ E3 ขึ้นมา ที่ลอสแอนเจลิส อเมริกา

ซึ่งแค่งานครั้งแรกก็เรียกได้ว่าสร้างตำนานไว้มากมาย โดยเฉพาะตำนานการไม่พูดไม่จาของ Steve Race ผู้บริหารของ Sony ตอนนั้น ที่ขึ้นไปประกาศราคา PlayStation 1 ที่ 299 เหรียญ แล้วเดินลงเวทีแบบหล่อๆ ท่ามกลางเสียงเฮของผู้ชมจนเป็นตำนานทุกวันนี้ ส่วนตัวงาน E3 ครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จด้วยดี รวมถึงมีคนในวงการเกมเข้าร่วมงานนี้มากกว่า 40,000 ชีวิต

E3 จึงเป็นเหมือนเวทีใหญ่ที่ทุกๆ สำนักต่างยกย่องให้เป็นเวทีสำคัญของวงการเกม ค่ายเกมต่างจึงต้องนำผลงานของตัวเอง เพื่อมาประชันและแย่งพื้นที่สื่อ ทั้งการทำให้บูธของตัวเองโดดเด่น หรือการดึงคนดังมากมายมาขึ้นเวทีนำเสนอผลงาน ซึ่งมันไม่จบแค่เกมที่ต้องมาแข่งกันเอง เพราะผู้พัฒนาเครื่องเกมต่างก็ต้องแย่งชิงลูกค้า รวมถึงสร้างความ Hype ให้เหล่าสาวกของตัวเอง จนเกิดเป็น Console War ระหว่างก๊กทั้งสาม PlayStation ของ Sony, XBOX ของ Microsoft และ Nintendo โดยมี PC เป็นก๊กที่สี่ที่คอยเฝ้ามองค่ายต่างๆ อยู่เสมอ

แม้จะสามารถสร้างยุคทองของตัวเองอย่างยาวนาน แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2011 ค่ายเกมที่ทุกคนรักเสียเหลือเกินอย่าง Nintendo เริ่มมองว่าการไปร่วมงาน E3 มีค่าใช้จ่ายที่สูงหลักล้านดอลลาร์ แถมยังต้องเสียเวลาไปแย่งพื้นที่สื่อภายในงาน ปู่นินจึงได้สั่งการยามาดะเพื่อหาวิธีในการนำเสนอเกมของตัวเอง และผลลัพท์ที่ได้คือ Nintendo Direct งานแถลงข่าวของตัวเองที่ปู่นินจะอัดคลิปเพื่อส่งตรงผลงานของตัวเองถึงแฟนๆ ทั่วโลก ซึ่งในช่วงปี 2011 ก็เริ่มเป็นช่วงบูมของวงการคลิปวิดีโอบน YouTube และกำลังเป็นช่วงเติบโตของเหล่าพรี่ๆ นักแคสเกมคนโปรด ทำให้ปู่นินเห็นถึงช่องทาง รวมถึงความมั่นใจใน IP ของตัวเอง งานนี้จึงเกิดขึ้น แถมประสบความสำเร็จเสียด้วย

และเมื่อปู่นินสำเร็จ ค่ายเกมต่างๆ เริ่มมองไปที่ปู่นินที่กำลังเฮฮากับเหล่าหลานๆ ใน Nintendo Direct ก็เริ่มคิดว่า ถ้าปู่นินทำได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะ จึงได้เริ่มถอยจากงานของ E3 มากยิ่งขึ้น EA อีกหนึ่งค่ายเกมที่แฟนๆ รักเสียยิ่งกว่าปู่นินอีก จึงมองเห็นโอกาสและช่องทางประหยัดงบแถมทำเงินที่มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่ากับ EA แล้วเหตุผลหลังสำคัญสุด ก็ได้ถอนตัวไปอีกราย เพื่อไปจัด EA Play เป็นของตัวเองในปี 2016

เมื่อพันธมิตรใหญ่ต่างถอยหนีออกไป แม้จะมีปรากฎการณ์ใหญ่ๆ เช่น การแชร์แผ่นสุดแสบของ Sony หรือการเปิดตัว Final Fantasy VII Remake แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และตัวช่วยหารค่าฮอลล์เริ่มลดลง ในปี 2017 ESA จึงได้ตัดสินใจทำการเปิดให้ผู้ชมทั่วไปเข้าร่วมงาน E3 เป็นครั้งแรก ซึ่งถึงแม้จะได้ผลตอบรับที่ดี แถม E3 ยังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชาวเกมต้องไปเข้าร่วมให้ได้ แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าสื่อต่างๆ ที่มองว่าความ Privilege ของตัวเองหายไป และแน่นอนว่าเริ่มไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่ค่ายใหญ่ต้องการ Sony ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเจ้าใหญ่ จึงได้ตัดสินใจถอนตัวในปี 2019 และไปสร้าง State of Play ของตัวเอง แม้จะเป็นปีที่ Keanu Reeves ขึ้นไป You're Breathtaking! แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไหร่นัก

และแล้วจุดสิ้นสุดก็มาถึง E3 ที่กำลังอ่อนแออย่างหนักก็ถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ด้วย COVID-19 ในปี 2020 ทำให้พวกเขาจัดงานไม่ได้ ซ้ำร้าย Geoff Keighley นักข่าวสายเกมชื่อดัง เจ้าของงาน The Game Awards งานประกาศรางวัลที่เปรียบเสมือนออสการ์ของวงการเกม และงานโปรโมตเกมช่วงปลายปี ก็ได้เปิดตัวงาน Summer Game Fest เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เปิดตัวเกมช่วงกลางปี ขึ้นมาทดแทน E3 ในยุคที่ผู้คนไม่สามารถออกไปไหนได้ ซึ่งด้วยลีลาของพรี่ Geoff และพันธมิตรที่มากมาย ทำให้ค่ายเกมต่างๆ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง แถม Microsoft ที่ไม่มี E3 แล้ว และไม่อยากพึ่งบริการของ Geoff มาก กลัวจะเป็นแบบ E3 ก็จัด Xbox Games Showcase เป็นของตัวเอง

เมื่อทุกค่ายต่างจัดงานเป็นของตัวเอง แม้ช่วง COVID จะผ่านพ้นไปแล้วและผู้คนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ด้วยพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไปแล้ว E3 ที่ทิ้งช่วงไปหลายปี ก็พยายามจะกลับมาจัดงานและชวนทุกค่ายกลับมาสู่งาน On Site อีกครั้ง แต่สามยักษ์ใหญ่ต่างมีงานของตัวเอง ค่ายเกมอื่นๆ อย่าง Ubisoft, SEGA, Tencent, Konami ก็ไม่เอาด้วยและหันไปใช้บริการ Summer Game Fest ของพรี่ Geoff แม้แต่ค่าย Indie ก็สามารถรวมตัวจัดงานของตัวเอง ESA จึงประกาศยกเลิกการจัดงาน E3 ปี 2023 ก่อนงานจะเริ่มเพียงสองเดือน และเป็นการปิดตำนาน E3 ลง ณ ตรงนี้

แม้ในปัจจุบัน E3 จะหมดความสำคัญ แต่สิ่งที่ E3 ได้สร้างเอาไว้ก็เปรียบเสมือนกับจุดเริ่มต้น และหมุดหมายสำคัญของวงการเกม ถ้าไม่มีงานนี้ พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าวงการเกมจะต้องฝากชีวิตและพื้นที่ของพวกเราไว้กับพื้นที่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ไม่ได้มองวงการเกมอย่างเข้าใจไปอีกนานแค่ไหน และขณะเดียวกัน E3 ก็ได้กลายเป็นความทรงจำอันหอมหวานของวงการเกม และใครหลายๆ คน ซึ่งในฐานะสื่อเกม พวกเรา VATER ก็อยากจะไปเยือนงานนี้สักครั้งหนึ่ง แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีวันมาถึงแล้วก็ตาม

แล้วทุกคนมีความทรงจำอะไรบ้างกับ E3 ทั้งเกมที่ประทับใจ หรือการเปิดตัวที่ไม่มีวันลืมของงานนี้ ลองมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้นะครับ


News

Related news